จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันพฤหัสบดีที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ตำบลดม

ข้อมูลชุมชนตำบลดม อ.สังขะ จังหวัดสุรินทร์

1. ความเป็นมาของตำบล
            ตำบลดม สมัยก่อนที่ยังไม่ตั้งเป็นตำบล ขึ้นอยู่กับตำบลบ้านด่าน ไม่ทราบการตั้งตำบลดม
ขึ้นเมื่อใด แต่ก่อนตำบลดม มีหมู่บ้านทั้งหมด 18 หมู่บ้าน และมีกำนันดังนี้ (ตามคำบอกเล่าของ
นาย สมัคร พานิกุล เท่าที่จำได้ )
            1. นายปรึก จันทร์
            2. นายเอื้อน ชาญเชี่ยว
            3. นายปุด ชาญเชี่ยว
            4. นายรอด จำนงรักษ์
            5. นายคำนึง ชาญเชี่ยว
            6.  นายพิวัน  มีดี  (คนปัจจุบัน)

           ประมาณปี พ.ศ. 2534 ได้มีการประชุมแยกตำบลดมออกเป็น 2 ตำบล ตำบล ละ 9 หมู่บ้าน คือ
ตำบลดม โดยมีนายรอด จำนงรักษ์ เป็นกำนันตำบล และตำบลเทพรักษา โดยมีนายบุญเรือง อุ้มทรัพย์ เป็นกำนัน ต่อมาได้ตั้งหมูบ้านขึ้นใหม่อีก 3 หมูบ้าน คือ บ้านสันติสุขแยกจากบ้านสนบ บ้านเทพอุดมแยกมาจากบ้านดมและบ้านภูมิพัฒนาแยกมาจากบ้านภูมิคดี รวมเป็นทั้งหมด 12 หมู่บ้าน
                บ้านดมถือเป็นส่วนหนึ่งของอาณาบริเวณเมืองโบราณ เนื่องจากเป็นเขตต่อเนื่องที่มีคูน้ำ คันดินและสระน้ำโบราณรอบบ้านเช่นกัน คือ สระปรือ สระตราว สระลำเจียก สระตา สระกนาล (กลาง)  ทางด้านทิศตะวันออก หนองน้ำดม ทางทิศตะวันตกและบ้านดมเองดูคล้ายๆ จะเป็นหมู่บ้านที่ถูกพูนดิน
ให้สูงขึ้นเป็นเนินมีลักษณะกลม เป็นกลุ่มก้อนหน้าฝนจะมีน้ำล้อมรอบคล้ายเกาะ

2. สภาพทั่วไป
     2.1 ลักษณะที่ตั้ง ตำบลดมเป็น 1 ใน 12 ตำบล ของอำเภอสังขะ จ.สุรินทร์ ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของอำเภอสังขะ ห่างจากตัวอำเภอสังขะประมาณ 9 กิโลเมตร ห่างจากอำเภอเมือง ประมาณ 60 กิโลเมตร
      2.2 เนื้อที่ 76.5 ตารางกิโลเมตร หรือ47,860 ไร่
      2.3 อาณาเขตติดต่อ
                ทิศเหนือ ติดต่อกับ ตำบลชบ
                ทิศใต้ ติดต่อกับ ตำบลเทพรักษา
                ทิศตะวันออก ติดต่อกับ ตำบลบัวเชด (อำเภอบัวเชด)
                ทิศตะวันตก ติดต่อกับ ตำบลตาตุม ,ตำบลจารย์

3. ลักษณะภูมิศาสตร์
                สภาพโดยทั่วไปเป็นที่ราบดอน พื้นที่ป่าละเมาะ เหมาะแก่การทำไร่ นา

4. วัฒนธรรมประเพณี
              ภาษาถิ่นในชุมชนมีอยู่ หลายภาษา คือ ภาษาเขมร ภาษาส่วย ภาษาลาว ส่วนมากแล้วประชาชนในชุมชนจะใช้ภาษาเขมรเป็นส่วนใหญ่ และใช้ภาษาไทยเป็นภาษากลาง
         ขนบธรรมเนียมประเพณีของชุมชน ประชาชนประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรมของศาสนา ประกอบพิธีกรรมตามวันสำคัญทางศาสนาและพิธีกรรมอื่น ๆ เช่นวันสารท เป็นต้น

5. ประชากร
        แบ่งการปกครองออกเป็น 12 หมู่บ้าน จำนวนครัวเรือนทั้งหมด 1,407 ครัวเรือน จำนวนประชากรทั้งสิ้น 7,103 คน

6. สภาพทางเศรษฐกิจ
          อาชีพหลัก การทำเกษตรกรรม (ทำนา ทำไร่ ปัจจุบันเริ่มทำสวนยางกันมากขึ้น)
          อาชีพรอง  การเลี้ยงสัตว์

7. สภาพทางสังคม
    7.1 การศึกษา
         โรงเรียนประถมศึกษา จำนวน 3 โรงเรียน ดังนี้
-โรงเรียนดมวิทยาคาร
-โรงเรียนบ้านสนบ
-โรงเรียนศรีมงคล
         โรงเรียนมัธยมศึกษา จำนวน 1 แห่ง คือ โรงเรียนเทพอุดมวิทยา
    7.2 สถาบันและองค์กรศาสนา
         วัด/สำนักสงฆ์ จำนวน 4 แห่ง
         มัสยิด จำนวน - แห่ง
         ศาลเจ้า จำนวน - แห่ง
         โบสถ์ จำนวน - แห่ง
    7.3 การสาธารณสุข
         โรงพยาบาล จำนวน - แห่ง
         สถานีอนามัยประจำตำบล/หมู่บ้าน 1 แห่ง
         สถานพยาบาลเอกชน จำนวน - แห่ง
         ร้านขายยาแผนปัจจุบัน จำนวน - แห่ง
    7.4 ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
         สถานีตำรวจ จำนวน 1 แห่ง
         ตำรวจ จำนวน 56 คน

8. การบริการพื้นฐาน
    8.1 การบริการโทรศัพท์
        โทรศัพท์มีจำนวน จำนวน 8 หมู่บ้าน (บ้านกำนันผู้ใหญ่บ้าน)
        โทรศัพท์สาธารณะ จำนวน 3 หมู่บ้าน
    8.2 การไฟฟ้า
        ประชากรทั้งหมดมีไฟฟ้าใช้ แต่ไฟฟ้าสาธารณะยังไม่เพียงพอ
    8.3 น้ำประปา
        น้ำประปา จำนวน 4 แห่ง
        ส่วนหมู่บ้านที่ไม่มีประปาก็ใช้บ่อบาดาลและบ่อน้ำตื้น
    8.4 การคมนาคม
        ทางคมนาคมมีถนนราดยางสายหลักผ่านจากอำเภอสังขะไปอำเภอบัวเชดอยู่ในสภาพที่สะดวกสบาย
แต่การคมนาคมระหว่างหมู่บ้านและภายในหมู่บ้านยังไม่สะดวกเนื่องจากถนนถูกเซาะขาดและส่วนมากเป็นถนนดิน
         - ถนนคอนกรีต จำนวน 5 สาย
         - ถนนยางแอสฟัลติก จำนวน 2 สาย
         - ถนนลูกรัง จำนวน 2 สาย

อำเภอสังขะ


ประวัติเมืองสังขะ
                ประวัติความเป็นมาของเมืองสังขะปี พ.ศ. 2302 ในรัชกาลพระเจ้าเอกทัศน์ กรุงศรีอยุธยา พระยาช้างเผือกได้แตกโรงจากเมืองหลวงไปอยู่ในป่าดง แขวงเมืองพิมาย เซียงฆะหัวหน้าหมู่บ้านโคกอัจจะ พร้อมหัวหน้าหมู่บ้านคนอื่น ได้อาสาไปติดตามช้างเผือกกลับมาได้จึงทรงกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเซียงฆะเป็น พระสังฆะบุรีศรีนครอัจจะและยกฐานะบ้านโคกอัจจะ เป็นเมืองสังฆะให้ปกครองตั้งแต่ปี พ.ศ. 2306 - พ.ศ. 2321 พระเจ้ากรุงธนบุรีโปรดเกล้าให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกเป็นแม่ทัพยกไป ทางบกสมทบกับกองกำลังเกณฑ์เมืองสุรินทร์ เมืองสังฆะและเมืองขุขันธ์ ยกไปตีนครจำปาศักดิ์ และเวียงจันทร์ได้ พระเจ้ากรุงธนบุรีโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนเจ้าเมืองทั้ง 3 ขึ้น เป็นตำแหน่ง พระยา พ.ศ. 2349 ยกฐานเมืองทั้ง 3 ขึ้น ตรงต่อกรุงเทพพ.ศ. 2371 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระสังฆะฯ (ทองด้วง) เป็นเจ้าเมืองขุขันธ์แทน เจ้าเมืองขุขันธ์ซึ่งถูกกบฏจับฆ่าเสีย พ.ศ. 2450 มณฑลอีสานแบ่งออกเป็น 4 บริเวณ สำหรับบริเวณสุรินทร์มีเมืองในบังคับบัญชา 2 เมือง คือ เมืองสุรินทร์ และเมืองสังฆะ เมืองสังฆะแบ่งเป็น 3 อำเภอ คือ อำเภอสังขะ อำเภอศีขรภูมิและอำเภอจงกัลป์ พ.ศ. 2455 มณฑลอีสานถูกแบ่งเป็นมณฑลอุบลราชธานี และมณฑลร้อยเอ็ดมณฑลอุบลราชธานี มีเมืองในสังกัด 3 เมือง คือ เมืองอุบลราชธานี เมืองขุขันธ์และเมืองสุรินทร์ ส่วนเมืองสังขะถูกยุบเหลืออำเภอสังขะ และย้ายที่ตั้งอำเภอไปตั้งที่บ้านเขวา ขึ้น จังหวัดสุรินทร์มาจนทุกวันนี้

คำขวัญประจำอำเภอ
                สังขะเมืองสะอาด ปราสาทงดงาม ทับทิมสยามศูนย์สี่ เขียวขจีป่าสน

สภาพทางภูมิศาสตร์
                อำเภอสังขะเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดสุรินทร์ ตั้งอยู่ระหว่างเส้นรุ้ง 14 องศา 20 ลิปดา - 14 องศา 45 ลิปดาเหนือ เส้นแวง 103 องศา 40 ลิปดา - 104 องศาตะวันออก ลักษณะที่ตั้งของอำเภอสังขะ อยู่ห่างจากจังหวัดสุรินทร์ประมาณ 51 กิโลเมตร พื้นที่เป็นที่ราบ ผลจากของการยกตัวของเปลือกโลก ทำให้พื้นที่ของอำเภอสังขะ สูงทางด้านทิศใต้และลาดเอียงสู่ทิศเหนือ ดังนั้นลำน้ำจึงไหลจากทิศใต้ไปทางทิศเหนือลงสู่แม่น้ำมูล อำเภอสังขะไม่มีลำน้ำขนาดใหญ่มีเพียงลำห้วย คือ ลำห้วยทับทัน และลำห้วยเสน นอกนั้นเป็นลำห้วยที่มีน้ำเฉพาะฤดูฝนเนื่องจากพื้นที่ลาดเอียงมาก เมื่อฝนตกน้ำจึงไหลลงไปสู่ที่ต่ำหมด พื้นที่จึงไม่สามารถรับน้ำหรือเก็บกักน้ำได้โดยธรรมชาติ
ประชากร
                ประชากรดั้งเดิมอำเภอสังขะ มีชนกลุ่มใหญ่อยู่สองกลุ่ม คือ กลุ่มชนชาวส่วยหรือกูย และกลุ่มชนชาวเขมร ส่วนชุมชนลาวจะเป็นชุมชนเข้ามาตั้งรกรากใหม่ หมู่บ้านที่เกิดขึ้นใหม่ไม่เกิน 60 ปี จะประกอบไปด้วยชุมชนชาวลาว กูย และเขมรรวมกัน ประชากรทั้งสามกลุ่มจะผูกพันกันทางสังคม โดยต่างเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและผูกพันกัน ประสานความเป็นพี่น้องกันอย่างแนบแน่นด้วยการเกี่ยวพันธ์กันในการทางแต่งงาน จึงมีการผสมผสานกันอย่างกลมกลืน ไม่เคยพบปัญหาของการใช้ภาษาที่ต่างกันแต่อย่างไร รวมถึงประเพณีวัฒนธรรมต่าง ๆ
ที่ตั้งและอาณาเขต

                อำเภอสังขะตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของจังหวัด มีอาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครองข้างเคียงดังต่อไปนี้
                 ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอลำดวนและอำเภอศรีณรงค์
                 ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอขุขันธ์ (จังหวัดศรีสะเกษ) และอำเภอบัวเชด
                 ทิศใต้ ติดต่อกับจังหวัดโอดดาร์เมียนเจีย (ราชอาณาจักรกัมพูชา)
                 ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอกาบเชิงและอำเภอปราสาท

การแบ่งเขตการปกครอง
                เมืองสังขะเมื่อก่อนมีฐานะเทียบเท่าจังหวัดในปัจจุบันได้ถูกยุบฐานะเป็น อำเภอเมื่อ พ. ศ. 2450 ต่อมาบางส่วนของพื้นที่ถูกแยกไปตั้งเป็นอำเภอ เช่น อำเภอลำดวน อำเภอบัวเชด อำเภอศรีณรงค์ และบางตำบล เช่น ตำบลบ้านด่าน อำเภอกาบเชิง เป็นต้น
                การแบ่งการปกครอง ปัจจุบันอำเภอสังขะแบ่งการปกครองเป็น
12 ตำบล 187 หมู่บ้าน มีพื้นที่ 1,009 ตารางกิโลเมตรดังนี้
                1. ตำบลสังขะ  (Sangkha)  
                2. ตำบบลขอนแตก 
(Khon Taek) 
                3. ตำบลดม    
(Dom) 
                4. ตำบลพระแก้ว    
(Phra Kaeo) 
                5. ตำบลบ้านจารย์ 
(Ban Chan)
                6. ตำบลกระเทียม 
(Krathiam)
                7. ตำบลสะกาด  
(Sakat)
                8. ตำบลตาตุม  
(Ta Tum)
                9. ตำบลทับทัน
   (Thap Than)
               10. ตำบลตาคง  
(Ta Khong)
               11. ตำบลบ้านชบ  
(Ban Chop)
               12. ตำบลเทพรักษา  
(Thep Raksa)

วันพุธที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

จังหวัดสุรินทร์



ที่ตั้ง
                จังหวัดสุรินทร์ตั้งอยู่ทางตอนล่างของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างลองติจูด 103 และ 105องศาตะวันออก ละติจูด 15 และ 16 องศาเหนือ ระยะทางห่างจากกรุงเทพมหานครประมาณ 420 กิโลเมตร อาณาเขตทิศเหนือ ติดต่อกับจังหวัดร้อยเอ็ดและจังหวัดมหาสารคาม ทิศใต้ ติดต่อกับประเทศกัมพูชา ทิศตะวันออก ติดต่อกับจังหวัดศรีสะเกษ และทิศตะวันตก ติดต่อกับจังหวัดบุรีรัมย์

สัญลักษณ์ประจำจังหวัด



คือ พระอินทร์ทรงประทับช้าง
  • พระอินทร์   หมายถึง  เทพเจ้าผู้ทรงเก่งกาจสามารถ
  • ช้าง               หมายถึง เมืองที่มีช้างอยู่มากมาย
  • ปราสาทหิน      คือ     ปราสาทศีขรภูมิ
        ตราจังหวัด  กำหนดสัญลักษณ์ประกอบด้วย พระอินทร์ ประทับขัดสมาธิบนหลังช้าง หัตถ์ขวาทรงตรี หัตถ์ซ้ายทรงพระแสงขอช้าง มีภาพปราสาทสลักปรักหักพังเป็นฉากเบื้องหลัง

อกไม้ประจำจังหวัด : ดอกกันเกรา (Fagraea fragrans)



ต้นไม้ประจำจังหวัด : กันเกรา (Fagraea fragrans)



         คำขวัญประจำจังหวัด

               ถิ่นช้างใหญ่ ผ้าไหมงาม ประคำสวย ร่ำรวยปราสาท ผักกาดหวาน ข้าวสารหอม งามพร้อมวัฒนธรรม

ความหมายของคำขวัญ
  • ถิ่นช้างใหญ่ หมายถึง สุรินทร์มีศูนย์คชศึกษามีช้างอยู่มาก เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัด
  • ผ้าไหมงาม หมายถึง สุรินทร์มีการทอผ้าไหมที่ขึ้นชื่อในเรื่อการทอผ้าไหมปักทอง ที่สวยงามมากติด 1 ใน 10 เมืองทอผ้าไหมในประเทศไทยที่บ้านท่าสว่าง อำเภอเมืองสุรินทร์
  • ประคำสวย หมายถึง สุรินทร์มีการประคำเงินขึ้นชื่อ ที่อำเภอเขวาสินรินทร์
  • ร่ำรวยปราสาท หมายถึง สุรินทร์ มีปราสาทกระจายอยู่มากที่สุดในประเทศไทย และมีปราสาทที่อายุเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยคือปราสาทภูมิโปน
  • ผักกาดหวาน หมายถึง สุรินทร์มีการทำผักกาดดองที่หวานอร่อยขึ้นชื่อ
  • ข้าวสารหอม หมายถึง สุรินทร์มีข้าวสารที่ปลูกที่ทุ่งกุลาร้องไห้ และอร่อยหอมที่สุดในโลก
  • งามพร้อมวัฒนธรรม หมายถึง ดูจากการเล่นสงกราณต์ของชาวสุรินทร์และงานประเพณีมากมาย